![]() |
ข้อมูลโครงการ หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ ONE TAMBON ONE PRODUCT (OTOP) PROJECT INFORMATION |
![]() |
กลับไปหน้าแรกไทยตำบล
| หน้าแรกของข้อมูล OTOP |
||
| สุราแบ่งออกได้เป็น
2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เมรัย (Fermented Liquore) ประเภทที่ 2 สุรากลั่น (Distilled Liquors หรือ Distilled Spirits) ประเภทที่ 1 เมรัย คือ ผลที่ได้จากการหมักส่าให้เกิดเป็นน้ำเมา มีแรงแแอลกอฮอล์มากน้อยตามต้องการ และไม่มีการกลั่น โดยแบ่ง เป็น 4 ชนิด คือ เมรัยชนิดที่ 1 ได้จากการหมักส่าจากเมล็ดธัญพืช หรือแป้งจากพืช เช่น เบียร์ น้ำขาว สาเก สุราเสียวเฮง เป็นต้น เมรัยชนิดที่ 2 ได้จากการหมักจากผลไม้ หรือน้ำตาลจากพืช เช่น ไวน์ แชมเปญ น้ำตาลเมา ไซเดอร์ เป็นต้น เมรัยชนิดที่ 3 ได้จากเมรัยชนิดที่ 1 และ/หรือ เมรัยชนิดที่ 2 ที่ผสม ตัวยาปรุงแต่งสี กลิ่น รสตามต้องการ เช่น เวอร์มุท ไวน์ที่เป็นยา เป็นต้น เมรัยชนิดที่ 4 ได้จากเมรัยชนิดที่ 1 และ/หรือ เมรัยชนิดที่ 2 แล้วผสม กับสุรากลั่น หรือแอลกอฮอล์ให้มีแรงแอลกอฮอล์ตามต้องการแต่ไม่เกิน 23 ดีกรี เช่น ไวน์อย่างแรง เชอรรี่ ปอร์ตไวน์ เป็นต้น ประเภทที่ 2 สุรากลั่น คือ ผลที่ได้จากการหมักส่าให้เกิดมีแอลกอฮอล์ แล้วกลั่น และบางชนิดต้องเก็บไว้นาน เพื่อให้มีคุณภาพดี แล้วอาจปรุงแต่งให้ มีแรงแอลกอฮอล์มากน้อยตามต้องการ ชนิดไวน์ ไวน์แบ่งเป็น 4 ชนิด ตามปริมาณของแอลกอฮอล์ ความหวาน คาร์ บอนไดออกไซด์ สี และการปรุงแต่งคือ 1) ไวน์โต๊ะ (Table Wines) 2) ไวน์แรง (Fortified Wines) 3) ไวน์อัดลม (Sparkling Wines) 4) ไวน์ปรุงแต่ง (Flavored Wines) 1) ไวน์โต๊ะ (Table Wines, Still Wines หรือ Natural Wines) ทำจากน้ำองุ่นคั้นแล้วหมักตามธรรมชาติ บางครั้งอาจเติมน้ำตาล หรือยีสต์ ไวน์ที่แบ่งตามสีมี 3 ชนิด คือ white (สีเหลืองถึงสีทอง), red (สีแดงเข้มถึงม่วง) และ rose (สีชมพูอ่อน) มีรสชาติหลากหลายตั้งแต่หวาน เช่น Aleatico จนถึงไม่หวาน เรียกว่า dry ไม่ขม เช่น Gamay, Grenache, Grignolina และ Tavel ปริมาณแอลกอฮอล์ในไวน์มีตั้งแต่ ร้อยละ 7-15 ส่วนมากจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ประมาณร้อยละ 12 เหล้า องุ่นส่วนใหญ่เป็นไวน์โต๊ะ (Table Wines) 2) ไวน์แรง (Fortified Wines, Dessert Wines หรือ Aperitif Wines) เป็นเหล้าองุ่นปริมาณแอลกอฮอล์ร้อยละ 16-23 โดย |
การเติมแอลกอฮอล์ในระหว่างการผลิต
ซึ่งมักเติมบรั่นดีที่ทำจากองุ่นมีสีต่างๆ ได้แก่ ขาวอำพัน แดงเจิดจ้า และแดงคล้ำ ไวน์ชนิดนี้นิยมดื่มก่อนหรือหลังรับประทาน อาหาร Sherry เป็นไวน์แรงที่นิยมดื่มกันมากที่สุด มีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จากในแหล่งที่ปลูกและองุ่น รวมทั้งกระบวนการผลิตที่เฉพาะส่วนใหญ่ผลิตในประเทศ สเปน รสชาติของ Spanish Sherry มีตั้งแต่หวานมากไปจนถึงไม่หวาน ไวน์แรง ชนิดอื่นๆ ได้แก่ Madeira ผลิตในประเทศโปรตุเกสจากเกาะ Madeira, Marsala ผลิตในประเทศอิตาลีจากเกาะซิซิลีในอิตาลี Malaga ผลิตจาก ภาคใต้ของประเทศสเปน เหล้าพอร์ตจากประเทศโปรตุเกส ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิต Muscatel และ Angelica 3) ไวน์ซ่าหรือเหล้าองุ่นอัดลม (Sparkling Wines) ที่รู้จักกันมาก ที่สุดคือ แชมเปญ ซึ่งตั้งชื่อตามแคว้นของฝรั่งเศสที่เป็นแหล่งกำเนิดของแชมเปญใน ศตวรรษที่ 18 ประเทศอิตาลีได้ผลิต Asti Spumante เป็น Sparkling Wines เหล้าองุ่นอัดลมมักเป็นเหล้าองุ่นขาวแต่ก็มีเหล้าองุ่นแดง หรือชมพูด้วย มีปริมาณ แอลกอฮอล์ใกล้เคียงกับไวน์โต๊ะ ความซ่าเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติในการผลิต ไวน์ทุกชนิดจะผ่านกระบวนการหมักซึ่งทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ แต่สำหรับไวน์ซ่า นอกจากจะผ่านการหมักแบบธรรมดาแล้ว ยังหมักต่อไปอีกในขวด โดยการเติมน้ำตาล และยีสต์เพื่อสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดแรงดันภายในขวดต่อมายีสต์จะถูก ขจัดออกไป แชมเปญผลิตจากองุ่นพันธุ์ต่างๆ ผสมกัน ผู้ผลิตแต่ละรายจะมีสูตรลับเฉพาะ สำหรับแชมเปญแต่ละชนิด ไวน์คูลเลอร์ (Wine Cooler) เป็นเหล้าองุ่นชนิดใหม่ผลิตในแคลิฟอร์เนียใน ช่วงต้นทศวรรษ 1970 เป็นเหล้าองุ่นขาวผสมกับน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และอัดคาร์บอน ไดออกไซด์เล็กน้อย มีประมาณแอลกอฮอล์ต่ำคือประมาณร้อยละ 6 ช่วงกลางทศวรรษ 1980 การผลิตเครื่องดื่มไวน์คูลเลอร์ นำโดยแคลิฟอร์เนีย คูลเลอร์ ได้กลายเป็นอุตสาห- กรรมที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา 4) ไวน์ปรุงแต่ง (Flavored Wines) มีหลายชนิด บางชนิดผสมโดย ผู้บริโภค และบางชนิดผสมโดยผู้ผลิต เช่น Glogg เป็นพั้นช์รสเผ็ดผลิตในประเทศ สวีเดน ซึ่งมักจะใช้ไวน์แดง เครื่องเทศ อัลมอนด์ และลูกเกดผสมกัน ส่วน May Wines เป็นไวน์ปรุงแต่งผลิตในประเทศเยอรมันนี โดยใช้ Rhine Wine หรือไวน์อื่นที่ไม่แรง ไม่หวานปรุงรสด้วยสมุนไพร และปรุงแต่งด้วยสตอรเบอรี่ หรือผลไม้ ไวน์ปรุงแต่งชนิด อื่นที่ปรุงแต่ด้วยรสผลไม้ เช่น Thunder Bird และ Silver Sangria มีกำเนิดจาก สเปนใช้ไวน์แดงปรุงด้วยน้ำตาล และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว Mulled Wine เป็นไวน์แดง ที่เติมน้ำตาล น้ำ และเครื่องเทศ เช่น กานพลู หรืออบเชย เวอร์มุธ (Vermouth) เป็นไวน์ไม่มีสีแดงที่เติมสมุนไพร เพื่อให้รสชาติและ กลิ่นที่เปลี่ยนไป ส่วน Aperitifs หมายถึงเหล้าองุ่นที่ดื่มก่อนอาหารจะมีการเติมควินีน และส่วนผสมอื่นเพื่อทำให้มีรสชาติเข้มข้น และมักมีรสหวาน เช่น ดูบอนเนต์ (Doubonnet) ของฝรั่งเศส และแคมพารี (Campari) ของอิตาลี แอลกอฮอล์ที่ดื่ม หลังอาหาร เรียกว่า Digestifs อาจใช้ Sherry ก็ได้ แต่โดยทั่วไปนิยมใช้บรั่นดี หรือ Liqueurs มากกว่า ดังนั้นเราก็ควรนำข้อดีของผลไม้ไทยที่มีรสชาติเฉพาะตัวมาผลิตไวน์ผลไม้ที่เป็น เอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้ |
จากวันที่
6 ก.ย. 2545